ความเป็นมา

“เขื่องในหนองธรรมชาติ ธรรมาสน์สิงห์งานเด่น สงบเย็นป่าบึงเขาหลวง
เลอสรวงลำนำชี ไหมมัดหมี่ภูมิปัญญา ปวงประชาพาใฝ่ธรรม
งามล้ำพระใหญ่ พุทธสถานศูนย์รวมใจ เทิดไท้องค์ราชัน”

ริมถนนแจ้งสนิท หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๓ ( อุบลราชธานี –ยโสธร ) ตรงบริเวณบ้านเอ้ ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ห่างจากตัวจังหวัดราว ๓๔ กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ “พุทธสถานครองราชย์ ๖๐ ปี”  ซึ่งมี “พระพุทธปฏิมาปางสมาธิ”  ขนาดหน้าตัก ๑๙.๑๙ เมตร      ประดิษฐานอยู่บนเนินดิน     เวลานั่งรกผ่านจึงมองเห็นแต่ไกล

            ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาบนถนนเส้นนี้ สามารถสังเกตเห็นได้ไม่ยาก 

            ศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธแห่งนี้ ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาชาว จ.อุบลราชธานี รวมถึงพุทธศาสนิกชนอีกจำนวนมากจากทั่วประเทศ ได้ร่วมกันสร้างขึ้นไว้เป็นพุทธบูชา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ ๖๐ พรรษา  

            เป็นศรัทธาธรรมที่จะธำรงพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไปของผู้มีจิตศรัทธาทุกคน 

ก่อนเป็น “พุทธสถานครองราชย์ ๖๐ ปี”

และ“พระพุทธปฏิมาปางสมาธิ”

            ๓ ธันวาคม ๒๕๔๘ ด้วยแรงอุปถัมภ์จากญาติโยมผู้ใจบุญซึ่งสละทุนทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้ พระครูปิยจันทคุณ (ชาลี ปิยธัมโม) แห่งวัดป่าจันทราวาส อ.เขื่องใน  จ.อุบลราชธานี พร้อมด้วยหมู่พระสงฆ์ ๑๐ รูป ญาติโยมอีกหลายคน มีโอกาสได้เดินทางจากริกแสวงบุญ ไปกราบไหว้นมัสการสังเวชรียสถาน ๔ ตำบล คือ ๑.ลุมพินี สถานที่ประสูตร ๒.พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ๓.สถานที่แสดงปฐมเทศนา และ ๔.สถานที่ดับขันธปรินิพพาน

            ท่านเชื่อว่า การได้มีโอกาสได้กราบไหว้สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ในแดนพุทธภูมิ ย่อมเกิดเป็นบุญกุศลแก่ผู้ไปสู่ถิ่นสำคัญนั้นๆ ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้  และเมื่อเดินทางมาถึงประเทศอินเดีย 

            ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ คณะจาริกแสวงบุญจากเมืองไทยได้เดินทางเข้าสู่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากได้กราบไหว้สถานที่สำคัญต่างๆ ทุกคนก็ได้มานั่ง เจริญภาวนาภายใต้ร่มเงาแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้วยรู้สึกเย็นใจ สบายใจ ต่างซาบซึ้งและรู้สึกว่าเป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ ณ สถานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นสถานที่ชาวพุทธทั่วโลก หลายชาติ หลายภาษา ได้เดินทางมากราบไหว้บูชาด้วยความเคารพ  

            เป็นสถานที่ซึ่ง พระครูปิยจันทคุณ เปรียบเทียบว่า…

            “เป็นดั่งบ่อธรรมธารา สายน้ำแก่งธรรม อันชาวพุทธเดินทางมาตักตวงเอาธรรมวารี ที่มีความชุ่มฉ่ำเยือกเย็นเป็นประโยชน์กลับไปตามกำลังความสามารถของตน แม้ขณะนี้จะมีน้ำธรรมอยู่ไม่มากหรือยังมีมากแต่อยู่ลึกไปหน่อย เราถือว่าสถานที่นี้ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบครั้งแรก และได้นำไปแจกจ่ายแก่มวลมนุษย์และเทพทั้งหลาย จนได้รับสันติสุขตามฐานะภาวะนั้นๆ” 

            เวลาประมาณ ๑๘.๓๐ น. ที่สังเวชนียสถานพุทธคยา 

            เจ้าอาวาสวัดป่าจันทราวาส ได้นั่งพิจารณาธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องอริยสัจ ๔ อันได้แก่ ทุกข์ คือ ปัญหา, สมุทัย คือ เหตุเกิดปัญหา, นิโรธ คือ การแก้ปัญหาได้ และมรรค คือ วิธี หรือ หลักการแก้ปัญหา รวมทั้งได้พิจารณากฎไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ไม่แน่ ความทนอยู่ไม่ได้ต้องเปลี่ยนไป, ทุกขัง คือ ความทุกข์ และอนัตตา บังคับให้เป็นไปตามใจไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไปไหลไปตามกฎธรรมชาติ ธรรมดาของมันเอง

            ขณะที่กำลังน้อมจิตถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพิจารนาธรรมอยู่นั้นเอง  

            จู่ๆก็มีเสียงสวดมนต์ของผู้คนบางศาสนา เปิดผ่านเครื่องขยายเสียงออกมาดังมาก จนท่านเกิดความรำคาญ จะนั่งภาวนาก็ไม่สงบและก็ไม่บังเกิดผลดี ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์อย่างนี้ ท่านได้เกิดความคิดเปรียบเทียบขึ้นว่า ถ้าหากทางบ้านเรามีผู้ก่อความวุ่นวายขัดข้องให้เกิดขึ้น รบกวนจิตใจ เราจะทำอย่างไรดี?

            “ทางที่ดีเราน่าจะมีถาวรวัตถุใหญ่ๆ ไว้เป็นที่เคารพ ยึดเหนี่ยวทางจิตใจคงจะดี เราจะได้มีดภูมิต้านทานเป็นหลักให้มีความหนักแน่นมันคงทางพระพุทธศาสนาเอาไว้” คือความคิดที่วาบขึ้นมา ก่อนจะได้คำตอบทางจิตว่า “สร้างพระพุทธรูปใหญ่” 

            และคำถามต่อมาคือ “สร้างที่ไหน”

            คำตอบที่ได้รับคือ “สร้างไว้ที่ โนนกล้วย (โนนตากล้า)” 

          “โนนกล้วย” ที่พระครูปิยจันทคุณ ระลึกถึงขณะนั้นคือ เนินดินใหญ่มีบริเวณกว้าง ผู้คนทั่วไปเรียกว่าโนนกล้วย แต่ชาวบ้านเอ้มักเรียกว่า “โนนตากล้า”  เนื่องจากว่าเวลาถึงหน้าทำนาจะมีชาวบ้านทั่วไปอาศัยเป็นที่หว่านข้าวกล้า(ตกกล้า)รอบๆโนนดินนั้น 

            โนนตากล้า เป็นเนินดินเก่าแก่ ระดับสูงพอสมควร มีอาณาบริเวณกว้าง มีต้นไม้ และหญ้าป่าหนามขึ้นรกไม่มีชาวบ้านคนใดกล้าเข้าไปทำลาย เพราะกลัวสิ่งเร้นลับที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้นี่คือความคิดที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาธรรม พระครูปิยจันทคุณ ยังไม่ได้นำเรื่องนี้ไปพูดคุยปรึกษากับใคร

            กระทั่ง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นวันคล้ายกับวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช คณะจาริกแสวงบุญจากประเทศไทยยังคงอยู่ที่พุทธคยา  โดยในวันนี้ทุกคนได้พร้อมใจกันเจริญสมาธิภาวนา น้อมจิตถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง อีกทั้งได้ร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ที่เจดีย์พุทธคยา ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ถวายเป็นพระราชกุศลแต่พระองค์ท่านอีกด้วย 

            เสร็จจากการเจริญพระพุทธมนต์ พระครูปิยจันทคุณ และคณะได้เดินจงกรมรอบพระเจดีย์ ๓ รอบ คืนนั้นอากาศจะหนาวเย็น แต่ทว่าก็ไม่เป็นอุปสรรคในการทำภาวนาและการบูชาพระเจดีย์ ทุกคนต่างน้อมกายและใจทำการบุชาด้วยแรงศรัทธาอันยิ่ง ประดุจว่ากำลังอยู่ตรงพระพักตร์ ของพระพุทธองค์ที่ยังทรงประทับอยู่ ณ ที่นั้นและความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ ปิติ อิ่มเอมใจ พอใจ สบายใจ ยากที่จะบอกใครอื่นให้ทราบได้

            เวลาประมาณ ๓ ทุ่มเศษวันนั้น พระครูปิยจันทคุณ ได้กราบเรียนกับท่าน พระครูวิจารสุภวัตร (บัณฑิต เตชปญฺโญ) ว่า นับว่าเป็นบุญอันสูงยิ่งที่ได้มีโอกาสมาชมและนมัสการสถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้และต้นพระศรีมหาโพธิ์  เป็นสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ จึงจะอธิษฐานจิตขอสร้างพระพุทธรูปใหญ่ไว้ เมื่อกลับไปถึงเมืองไทยแล้ว ส่วนท่านพระครูประสงค์อะไรก็แล้วแต่จะอธิษฐาน 

            จึงได้เข้าไปในเจดีย์พุทธคยา ในขณะที่มีชาวพุทธยุโรปนั่งสมาธิอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องค่อยๆย่อง และแทรกเข้าไป จนถึงตรงหน้าพระพักตร์พระพุทธเมตตาในพระเจดีย์

          และตอนนี้เองที่ พระครูปิยจันทคุณ ได้ก้มกราบ จากนั้นประณมมือตั้งจิตอธิษฐาน…

            “สาธุ…ข้าแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะ ข้าพระองค์ขอน้อมจิตอธิษฐาน ขอพึ่งพระบารมีที่ยิ่งใหญ่ไพศาลไปทั่วสารทิศ ขอได้โปรดคุ้มครองรักษาและดลบันดาลให้ข้าพระพุทธเจ้าซึ่งมีโอกาสได้มากราบไหว้และนมัสการสถานที่ตรัสรู้ของพระองค์ด้วยอาศัยแรงศรัทธาของคณะญาติโยมผู้ใจบุญและคณะได้ถวายการอุปถัมภ์ให้ความสะดวกทุกอย่างในการมาคราวนี้ เมื่อคณะกลับเมืองไทย ขอให้มีโอกาสได้สร้างพระพุทธปฏิมากรองค์ใหญ่ไว้เป็นองค์แทนพระองค์ ที่โนนกล้วย (โนนตากล้า) เพื่อเป็นสิ่งกราบไหว้บูชาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  เป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาให้ยืนยงคงนานชั่วนิจนิรันดร์กาล ขอบารมีพระพุทธองค์ ได้ทรงประทานพร ส่งเสริมให้สำเร็จให้สำเร็จดังความปรารถนาด้วยเทอญ…สาธุ”

            อธิษฐานเสร็จออกมาด้านนอก ได้เดินจงกรมรอบพระเจดีย์อีก ๓ รอบ ก่อนกลับที่พัก 

            วันต่อๆมา คณะผู้จาริกแสวงบุญก็ได้ไปสักการะสังเวชนียสถานอื่นๆ เช่น สถานที่ประสูติ ที่แสดงธรรมครั้งแรก ที่ปรินิพพาน และพุทธสถานอื่นๆ ตามกำหนด ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๗ ซึ่งตลอดการเดินทางครั้งนี้ พระครูปิยจันทคุณ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกไว้ว่า… 

 

            “รู้สึกพอใจ อิ่มใจ และดีใจ ที่ได้มาชมและนมัสการสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ดังหนึ่งได้มาอยู่ ณ สถานที่อันเต็มด้วยอุดมธรรมอันเลิศ ทำให้ก่อเกิดเป็นบุญ เป็นกุศลแก่หมู่ชนผู้ได้มาสู่    

          “ความจริงแล้วอยู่ที่ไหน ก็ได้อยู่ใกล้ธรรมะ ขอให้เรามีสติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ ย่อมค้นหาและพบพระธรรมได้ดี   ยิ่งได้มีโอกาสมาอธิษฐาน ต่อพระพุทธเมตตา ที่เจดีย์พุทธคยาแล้วย่อมเพิ่มความแน่วแน่ ในการสั่งสมบุญบารมีที่ยิ่งใหญ่ 

          “เป็นที่น่าภูมิใจยิ่งนัก ยากจะบอกกล่าวให้ผู้อื่นเข้าใจได้” 

กลับสู่มาตุภูมิ 

“บอกบุญ” เตรียมพื้นที่ก่อสร้าง 

            ความปิติ อิ่มเอม พึงพอใจ – เป็นความรู้สึกที่ทุกคนได้รับหลังจากกลับมาจากการเดินทางไปกราบไหว้สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ในดินแดนพุทธภูมิ 

            เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย พระครูปิยจันทคุณ ได้พูดให้ศรัทธาญาติโยมที่มาไหว้พระเป็นประจำที่วัดป่าจันทราวาสส่วนหนึ่งได้รับทราบว่า การได้ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียและประเทศเนปาลคราวนี้ ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าอย่างไรบ้าง?

            ซึ่งเมื่อได้ฟัง ต่างอนุโมทนาในความตั้งใจนี้

             บางคนบอกว่าจะให้ปูน ๑๐๐ กระสอบ, บางคนก็จะร่วมตามกำลังบ้าง เช่น พ่อสุบิน-แม่ใบ สายธนู ซึ่งเป็นผู้ใฝ่บุญใฝ่กุศล ทั้งสองได้ให้การอุปถัมภ์ความตั้งใจคราวนี้ด้วยการซื้อรถตู้ไว้ประจำวัดป่าจันทราวาส พร้อมกับบอกกำชับคณะดำเนินงานว่าให้รีบสร้างด้วย เพราะกลัวตนเองจะตายก่อนไม่ทันเห็นพระใหญ่

 

            อธิฐานจิตคราวนี้ก็ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับชาวบ้านอยู่ไม่น้อย

            พ่อใหญ่พิม บุญจริง ชาวบ้านเอ้ ซึ่งอายุกว่า ๙๐ ปีแล้ว บอกว่าเกิดมาอายุป่านนี้ไม่เคยมีใครจะพาสร้างพระใหญ่ขนาดนี้

            กระทั่งวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๙  ซึ่งวันที่ ๑ มกราคมของทุกปีชาวบ้านเอ้ได้นิมนต์พระสงฆ์มาที่ศาลากลางบ้าน เพื่อทำบุญต้อนรับปีใหม่เจ้าอาวาสวัดป่าจันทราวาสเห็นว่าเป็นโอกาสดี จึงได้ประกาศให้ทุกคนรับรู้ 

             “อาตมาไปประเทศอินเดียได้อธิษฐานที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ว่าจะพาญาติโยมสร้างพระพุทธรูปใหญ่ที่โนนตากล้า ถ้าพี่น้องเห็นดีก็ขอให้กล่าวคำสาธุดังๆพร้อมกัน”

            สิ้นเสียงประกาศนี้ เสียง “สาธุ” ก็ดังกระหึ่มขึ้น  

            แสดงว่าชาวบ้านเอ้ทุกคนอนุโมทนาเห็นดีตามที่พระครูปิยจันทคุณบอก ดังนั้น ท่านพระครูจึงได้ให้กรรมการหมู่บ้านไปปรึกษากับที่ดินว่า ที่โนนตากล้านั้นมีเอกสารสิทธิ์ใดๆหรือไม่ และจะสร้างประโยชน์บนที่ดินผืนนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง เพราะที่ตรงนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีใครทำประโยชน์ และบริเวณนี้ก็เป็นชัยภูมิที่เหมาะสม เพราะเป็นเนินสูง อยู่ริมถนน ซึ่งคณะกรรมการหมู่บ้านได้ดำเนินการตามต่างๆตามที่เจ้าหน้าที่ที่ดินและนำ ก็ได้คำตอบว่าสามารถใช้ที่ดินนี้เพื่อการสาธารณะประโยชน์ได้ 

            พระครูปิยจันทคุณ เล่าให้ฟังว่า การดำริที่จะสร้างพระใหญ่นี้ เกิดขึ้นในขณะที่อยู่ที่พุทธคยาจริงๆ ไม่เคยคิดมาก่อน ด้วยความคิดอย่างเดียวที่ว่า อยากให้พุทธศาสนิกชนมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และที่สำคัญคือ มีความที่ว่า ประชาชนบางคนไม่สะดวกที่จะเข้าวัด จึงคิดว่าทำอย่างไรให้ชาวบ้านพุทธศาสนิกชนได้เข้าถึงพระพุทธศาสนา จึงมีความคิดที่ว่า ถ้าสร้างพระใหญ่ไว้บริเวณริมถนน แม้คนที่แค่ขับรถผ่านไปมา หรือชาวบ้านที่มองเห็นพระใหญ่แต่ไกล ก็อาจจะทำให้เตือนสติ เตือนใจ ระลึกถึงพระพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น” ภาษาพระท่านเรียกว่าพุทธานุสะติ

            ต่อมา วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๙ พระครูปิยจันทคุณ ได้ไปร่วมงานปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านคูขาด ได้พบกับ พระครูโสภณอาภากรเจ้าคณะตำบลก่อเอ้เขต ๒ จึงถือโอกาสนี้กราบเรียนให้ท่านทราบ ว่าจะสร้างพระใหญ่ที่โนนแห่งนั้น

            เวลาผ่านไประยะหนึ่ง พระครูปิยจันทคุณได้รับโทรศัพท์จากท่านพระครูโสภณอาภากร  ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่า นิมิตว่าได้ไปที่โนนกล้วย ดูว่าตรงไหนจะสร้างพระปฏิมากรองค์ใหญ่ ต่อมาเมื่อได้พบกันอีกครั้งในงานฌาปนกิจศพที่วัดบ้านเอ้ เจ้าคณะตำบลก่อเอ้เขต ๒ ก็ได้เขียนแผนที่ตามที่ในนิมิตให้ดูว่ามีแผงผังเป็นอย่างไร ควรจะสร้างองค์พระตรงจุดไหน ซึ่งต่อมาเมื่อได้มีการปรับแผนที่ ก็พบว่าตรงกับที่ท่านพระครูโสภณอาภากรได้นิมิตไว้ทุกประการ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง เพราะท่านพระครูโสภณฯไม่เคยขึ้นไปบนโนนแห่งนี้มาก่อนเลย

            “แสดงว่าเราจะมีส่วนแห่งบุญร่วมกัน เราทั้งสองคงเคยสร้างบุญร่วมกันมา แต่ ชาติปางก่อนแน่นอนเลยจึงมีเหตุบังเอิญแบบนี้” พระครูปิยจันทคุณ บอกกับพระครูโสภณอาภากร

            คณะกรรมการหมู่บ้านจัดการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเป็นที่เรียบร้อย 

            ในที่สุด ก็ได้ประชุมตกลงกันว่าวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ จะได้ทำการถางป่าที่โนนกล้วย หรือ โนนตากล้า หากแต่วันนั้นก็เกิดอุปสรรคเล็กน้อย เพราะมีฝนตกลงมาตั้งแต่เวลา ๐๓.๐๐ น .จนถึงเช้าราว ๐๙.๐๐ น การถางป่าจึงเลื่อนเป็นวันถัดมา 

            ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน อันมี พระครูบรรพตวรกิจ (บุญมี ปิยธัมโม)เจ้าอาวาสวัดป่าบึงเขาหลวง เป็นประธานในวันนั้น, พระครูสิริวรรณคุณ (นิยม สิริวัณโณ) วัดโนนเก่า ชาวบ้านเอ้ นำโดย ชาวบ้านเอ้นำโดยบรรจบ กุลพรม ผู้ใหญ่บ้าน, สมยศ สิมมา หรือ พ่อแงะ ซึ่งมีรกไถที่มาร่วมเกรดปรับดิน หลังจากคืนก่อนนี้ได้ฝันว่ามีคนแก่หัวขาวสองคน มาบอกว่าให้ไปสร้างพระช่วยท่าน ซึ่งเมื่อพระครูปิยจันทคุณไปรับบิณฑบาตในตอนเช้าและชักชวนพ่อแงะไปถางป่า พ่อแงะก็ให้รู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง 

            นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมบุญจาก คุณธิดาภรณ์ ภักดีและคุณนิพล ทองมี จำนวนเงิน ๑๐, ๐๐๐ บาท, คุณคมกริช สายธนู และ คุณเพชร บานเย็น จากร้านน้ำแข็งบิ๊กบอมบ้านโนนธาตุ ปวารณาว่าจะขอถวายน้ำแข็งจนกว่าสร้างพระใหญ่เสร็จ และได้รับการอำนวยความสะดวกจาก ด.ต.สิทธิชัย สายธนู อีกด้วย

            จากป่าหนามที่รกรุงรังดูน่ากลัวผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ ใช้เวลาถางไม่นานก็โล่งเตียน 

            พร้อมเป็นสถานที่ก่อสร้าง พระปฏิมากรณ์องใหญ่แล้ว

 

ทำบุญที่โนนตากล้า 

และชื่อ “พุทธสถาน”

            ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อได้ทราบว่าจะมีการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่แล้ว มักคิดว่าคณะผู้ดำเนินงานคงมีทุนรอนในการก่อสร้า 

 งพร้อมสรรพ ตรงกันข้าม กับการก่อสร้างพระปฏิมาองค์ใหญ่ ตามที่ พระครูปิยจันทคุณ อธิษฐานจิตครั้งนี้ ปัจจัยหรือทุนรอนต่างๆที่จะนำมาใช้นั้นไม่มีเลย

            ขนาดแม้แต่ในวันทำบุญครั้งแรกที่โนนตากล้า คือในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ ท่านยังต้องยืมเงินปัจจัยส่วนกลางของสงฆ์   วัดป่าจันทราวาส เป็นจำนวน ๑๐, ๐๐๐ บาท เพื่อใช้เป็นค่าอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ

            แต่ด้วยพลังศรัทธาของพุทธบริษัททั้งหลายที่หมายมั่นจะธำรงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ยืนยาวสืบไป งานในวันนั้นจึงมีผู้มาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือพระเถระ พระครูปิยจันทคุณเคารพนับถือ นั่นคือ หลวงพ่อสุนีย์ ปรกโม แห่งวัดภูหินปูน อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ซึ่งได้บอกว่า ข่าวดี ๆ อย่างนี้ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนักต้องตามไปร่วมบุญ และหลวงพ่อไพฑูรย์  ขันติโก ได้ร่วมสร้างเป็นเงิน ๑๐๐ บาทท่านบอกว่า  เห็นดีกับการสร้างพระใหญ่แต่มีกำลังแค่นี้

            และมีศรัทธาสาธุชนมาร่วมบุญจำนวนมาก  

            วันนั้นได้รับบริจาคเงินรวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน ๗๐, ๐๐๐ บาทเศษ หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทเศษ โดยในส่วนรายจ่ายนั้นเป็นการถวายทำบุญไปตามวัดต่างที่มาร่วมงาน ส่วนที่เหลือทางคณะกรรมการดำเนินงานได้ปรึกษากันว่า ต้องจัด

 ทำระบบประปา ณ สถานที่นี้ก่อน เพราะน้ำจำเป็นที่สุด โดยเอาเงินส่วนนี้ไปซื้อท่อพีวีซีต่อน้ำมาจากโรงเรียนบ้านเอ้ เพราะบริเวณที่จะสร้างพระนี้เป็นน้ำเค็ม ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อองค์พระถ้าเอามาผสมปูน

            หลังจากที่ได้จัดสร้างระบบน้ำประปาเสร็จใช้การได้ดีแล้ว  

            คณะกรรมการดำเนินการได้ทำการก่อสร้างอาคารห้องเก็บของ เพื่อไว้เก็บเครื่องมือและวัสดุที่จำเป็นในการก่อสร้าง ทั้งยังได้อาศัยหลบแดด  ฝน โดยต่อมาก็ได้ดำเนินการเรื่องระบบไฟฟ้า เพราะพื้นที่บริเวณนี้ยังไม่มีสาธารณูปโภค  สิ่งอำนวยความสะดวกใดๆเลย เป็นพื้นที่ทุ่งนา ป่าไผ่ รกร้างว่างเปล่าอยู่แต่เดิม  

            พระครูปิยจันทคุณ ได้ไปติดต่อกับ นายพยุงศักดิ์ ดาเหลา (บุตรชายของพ่อใหญ่หมอลำเคน  ดาเหลา  ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสาน)ซึ่งรู้จักกันกับพระครูฯเป็นการส่วนตัว โดยได้สอบถามงบประมาณในการดำเนินการเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ได้รับคำตอบว่าอยู่ที่ประมาณ   ๒๐๐,๐๐๐ บาท   

            จึงได้เริ่มหาแหล่งเงินทุนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการระบบ

สอบถาม นางใบศรี ริมทอง และ นายนิยม  ริมทอง ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยาที่เป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา บำเพ็ญบุญที่วัดตลอดมา

วันหนึ่งที่ใบศรีไปทำบุญที่วัดป่าจันทราวาส  

พระครูปิยจันทคุณ ได้ถามว่า “ยายใบเจ้ายืมเงินได้หลายปานใด๋”   

แม่ใบศรี ตอบว่า  “ยืมได้ ๓๐๐,๐๐๐ ข้าน้อย”    

“ถ่าจั่งซั่นยืมให้อาจารย์แด่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท สิเอาไฟฟ้าลงโนน”  

“อาจารย์สิเอามื้อใด๋”    

“มื้อใด๋กะได้ ไวท่อใด๋แห่งดี จั่งสิได้สร้างพระไวๆ”  

อีกประมาณ  ๓ – ๔ วันต่อมาโยมใบศรีก็เอาเงินมาให้คณะกรรมการโดยไม่มีเอกสารหรือหลักฐานค้ำประกันในการยืมเงินใดๆ ทั้งสิ้น (และหลังจากนั้นลูกสาวของท่านซึ่งมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศเยอรมันก็ได้ส่งเงินมาร่วมสร้างพระอีกเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท)  

คณะกรรมการได้ดำเนินการจัดทำระบบไฟฟ้าเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ ด้วยความร่วมมือของ คุณพยุงศักดิ์ – สุรวดี ดาเหลา และคณะเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าอุบลราชธานี เขต ๒ ในวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ก็สามารถเปิดใช้ไฟได้

            ซึ่งในระหว่างที่การดำเนินการต่างๆกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดีนี้

            พระครูปิยจันทคุณ และ พระครูโสภณอาภากร(พนม) ได้ปรึกษากันถึงการกำหนดตั้งชื่อสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งในใจของพระครูปิยจันทคุณนั้นพอมีเค้าโครงชื่ออยู่บ้างแล้ว ตอนได้กล่าวคำถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  เมื่อวันที่  ๕  ธันวาคม   ๒๕๔๘  ณ วัดไทยพุทธคยา ว่า  เราจะสร้างพระพุทธรูปถวายเป็นพระราชกุศลฯ  

            สรุปได้ว่า เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี

            สถานที่ในการก่อสร้างพระปฏิมากรณ์องค์ใหญ่นี้จึงได้ชื่อ “พุทธสถานครองราชย์ ๖๐ ปี”  

            คำว่า  “พุทธสถาน” นั้นไม่ใช่วัด แต่เป็นสถานที่ของพระพุทธศาสนา ที่ซึ่งพุทธบริษัททุกคนจะมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ในการปรับปรุงดูแลรักษา เป็นสถานที่สักการะกราบไหว้บูชา และให้พระพุทธศาสนาเจริญ สถิตจีรังยั่งยืนนานตลอดนิจนิรันดร์กาล โดยตกลงจะสร้างพระพุทธรูปใหญ่หน้าตักกว้าง  ๑๙.๑๙  เมตร วัสดุที่ในการก่อสร้าง ใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างในขณะนั้นยังไม่มี แต่ตั้งใจว่าจะขอรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาก่อน

            พระครูปิยจันทคุณ บรรยายถึงความรู้สึกนี้ไว้ว่า ที่เราไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สมบัติ ก็เพราะในชาติก่อน ภพก่อน เราสร้างบุญมาน้อย เกิดมาในชาตินี้ พวกเราจึงไม่มีสมบัติเพียงพอ 

            “ด้วยเหตุนี้จึงได้ชักชวนพี่น้องทุกคน ญาติธรรมทุกหมู่เหล่า มาร่วมสร้างบุญบารมีไว้ เพื่อเป็นเหตุและปัจจัยในชาตินี้และชาติหน้า จะได้เป็นผู้มีลาภยศ สรรเสริญ สุข ตามที่ปรารถนา  

          “และเนื่องในวโรกาสตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี  จึงได้ถือโอกาสเดียวกันนี้สร้างพระพุทธรูปถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อเผยแพร่พระเกียรติยศ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรไทยตลอดไป”

            นับเป็นสามัคคีธรรม ที่จะทำให้ได้บุญถ้วนหน้ากัน

           

พิธีบวงสรวง ตอกเสาเข็ม และวางฐานราก

“พระพุทธปิยโพธิมงคล”

                ก่อนที่จะทำพิธีบวงสรวงต่อสถานที่ตามพิธีโบราณในจุดที่สร้างพระใหญ่ พระครูปิยจันทคุณได้ไปกราบเรียนขอคำแนะนำจากพระเดชพระคุณพระมงคลกิตติธาดา(อมร  เขมจิตโต)  วัดป่าวิเวกธรรมชาน์  เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ ซึ่งเป็นพระเถระที่เคารพบูชามาก  เพราะเป็นศิษย์ที่ทรงคุณธรรมสำคัญอีกรูปหนึ่ง ของหลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง

            เรียนให้ทราบถึงการอธิษฐานกับพระพุทธเมตตาในเจดีย์พุทธคยาตอนไปประเทศอินเดียว่า จะสร้างพระพุทธรูปที่โนนแห่งนั้น

พระมงคลกิตติธาดา ถามว่า “ชื่อพระครูอะไร”

“ พระครูปิยจันทคุณครับ” 

“โอ้…เทวดารับรู้แล้วนะตอนที่ท่านอธิษฐานแล้ว เอาอย่างนี้ผมจะตั้งชื่อพระให้นะ ชื่อว่าพระพุทธปิยโพธิมงคล”  

พระครูปิยจันทคุณขอโอกาสและรีบเรียนพระมงคลกิตติธาดาทันทีว่า “ขอชื่อใหม่ได้ไหมครับโดยไม่มีคำว่า ‘ปิยะ’ เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าพระครูปิยะอยากดัง จึงตั้งชื่อพระเป็นชื่อตัวเอง”

พระมงคลกิตติธาดา กลับบอกว่า “ปิยะไม่ใช่ท่านนี่ เราสร้างถวายในหลวงใช่ไหม ปิยะหมายถึงเป็นที่รัก เช่น พระปิยมหาราช และในหลวงของเราก็เป็นที่รักทุกพระองค์”

วันนั้น หลังจากได้ชื่ออันเป็นมงคล ก็ได้กราบลาพระมงคลกิตติธาดา ซึ่งท่านได้มอบปัจจัยและต้นโพธิ์ที่เกิดบนหลังคาโบสถ์มา โดยต้นโพธิ์นั้นก็ได้นำมาปลูกที่พุทธสถานซึ่งเป็นจะใช้เป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธปิยโพธิมงคล” ด้วย 

 

กระทั่ง ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นวันที่กำหนดทำพิธีบวงสรวง หรืออันเชิญเทวดาทั้งหลายให้มารับรู้ในการสร้างพระใหญ่  

            พิธีนี้มี มนัส สุขสาย ผู้สซึ่งซึ่งสืบทอดตำรามาจากโบราณกาล ก่อนที่จะสร้างพระธาตุชะเวดากอง เป็นเจ้าพิธีกรรม มี ณรงค์ เชาวน์ลิลิตกุล นายอำเภอเขื่องใน เป็นประธาน โดยพิธีการทั้งหมดเสร็จสิ้นเวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น  

            ซึ่งในงานนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระมงคลกิตติธาดา ได้เมตตาพาคณะสงฆ์และศรัทธาญาติโยมเพื่อถวายผ้าป่าร่วมสร้างพระ  จากนั้นก็ได้เมตตาเล่าให้ทุกคนในที่นั้นฟังถึงวันที่พระครูปิยจันทคุณ เรียนให้ท่านฟังตอนได้ไปอธิษฐานในเจดีย์พุทธคยา ท่านมีความรู้ขึ้นในจิตว่าเทวดารับรู้ว่าพระครูปิยจันทคุณจะทำสำเร็จตามที่อธิษฐาน จึงได้ตั้งชื่อพระใหญ่ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้น  

            ไม่เพียงแต่ตั้งชื่อให้เท่านั้น พระมงคลกิตติธาดา ยังได้โทรศัพท์มาสอบถามความคืบหน้าในการก่อสร้างด้วยความเมตตาอยู่เรื่อยๆ  

            และที่สำคัญคือ ได้แนะนำศิษยานุศิษย์ให้มาร่วมทำบุญด้วย 

และหนึ่งในนั้นคือ ประสพ-เกศนี จีรวัฒน์วงศ์ ผู้ที่จะมีบทบาทสำคัญให้การอุปการะก่อสร้าง “พุทธสถานครองราชย์ ๖๐ ปี” และ“พระใหญ่”

สำหรับ พระใหญ่ที่กำลังจะสร้างนี้ ออกแบบในจินตนาการโดยพระครูปิยจันทคุณ  โดยครั้งแรกก็แค่กำหนดความกว้างของหน้าตักที่ ๑๙.๑๙ เมตร ส่วนความสูงก็ดูตามความเหมาะสม ซึ่งเวลาที่ชาวบ้านถามว่าสร้างใหญ่ขนาดไหน พระครูก็จะตอบว่า เข่าเท่าปลายตาล ไหล่เท่าปลายมะขาม ซึ่งหมายความว่า ความสูงของหัวเข่าเท่าความสูงของต้นตาล ส่วนความสูงของหัวไหล่ก็เท่ากับต้นมะขามที่ขึ้นอยู่ตรงที่ดินบริเวณนั้นอยู่แล้ว  แต่พอสร้างเสร็จวัดความสูงองค์พระพร้อมฐานได้ ๓๕ เมตร

สำหรับรูปแบบศิลปะ เป็นการรวมศิลปะ ๓ สมัยอยู่ในองค์เดียวกัน คือ แบบเชียงแสน ด้วยมีสังฆาติเหนือราวนม, แบบสุโขทัย ด้วยมีเกศเปลวเพลิงสูง พระพักตร์ดูเอิบอิ่ม และแบบรัตนโกสินทร์ ด้วยมีจีวรเป็นกลีบ

 พระใหญ่นี้เป็นปางสมาธิ เหตุเพราะพระครูปิยจันทคุณ ที่อธิษฐานจิตก่อสร้างนั้น   เกิดวันพฤหัสบดี ซึ่งปางสมาธินี้เป็นปางประจำวันเกิด 

 สำหรับ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ล้วนเป็นอิฐ หิน ปูน ทราย ทั่วไป แต่ด้วยควมที่เดิมพื้นที่นี้เป็นดินเค็ม พระครูปิยจันทคุณจึงให้ใช้ศิลาแลงเป็นฐานล่าง เพราะมีความแข็งแกร่งและทนต่อความเค็มได้ดี ส่วนทรายที่ใช้นั้นเป็นทรายแม่น้ำโขง ฉาบแต่งองค์พระ เพราะเป็นทรายละเอียด สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากลิกไนต์ที่จะทำให้ปูนแตกง่าย ส่วนโครงสร้างอื่นๆ ใช้เป็นโครงสร้างเหล็กอย่างแน่นหนา

          หลังจากพิธีบวงสรวจเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงขึ้นตอนการตอกเสาเข็ม…

            แบบแปลนขององค์พระกำหนดให้ใช้ เสาเข็ม  ๒๕ ต้น แต่พระครูปิยจันทคุณ เล็งเห็นว่า ควรจะเพิ่มเสาตรงจุดสำคัญอีก ๖ ต้น รวมเสาเข็มทั้งหมดที่รองรับองค์พระใหญ่ถึง  ๓๑ ต้น โดยได้รับปัจจัยจากการทอดผ้าป่าสามัคคีจากญาติโยมทางกรุงเทพและบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด สาขาอำเภอเขื่องใน ร่วมกันกับพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย และต่อมา เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม  ๒๕๔๙  คุณเกศนี จีรวัฒน์วงค์ ก็ได้ถวายปัจจัยครั้งแรก เนื่องในวันเกิดของผู้เป็นแม่ คือคุณยายสุนีย์  ปัณฑวังกูร  

            การสร้างรากฐานคานล่างต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ใหญ่ โดยเฉพาะเหล็กเส้น ปูน หิน ทราย ต้องใช้จำนวนมาก ค่าใช้จ่ายก็มากตามมาตาม 

            แต่เนื่องจากเริ่มต้นทำจากไม่มีทุนรอนอันใดเลยพระครูปิยจันทคุณ จึงได้ปรึกษากับทางคณะกรรมการที่ร่วมงานก่อสร้างด้วยกัน โดยถามว่า  กองทุนหมู่บ้านนั้นให้กู้ยืมเงินได้คนละเท่าไหร่    พ่อบุญศรี บุญจริง ซึ่งเป็นประธานกองทุน และเป็นคณะกรรมการร่วมสร้างพระใหญ่ในครั้งนี้ด้วยตอบว่า “ให้กู้คนละ ๕๐, ๐๐๐ บาท”  

            “ถ้าอย่างนั้นใครเป็นสมาชิกและมีสิทธิ์กู้ได้ อยากให้กู้สัก ๓ คนโดยกู้ให้ในนามอาจารย์” พระครูปิยจันทคุณ ได้เสนอแนวคิดในการหาปัจจัยมาใช้ในการดำเนินการก่อสร้างพระใหญ่ต่อ

            ซึ่งในที่สุด นายสมศรี สิมมา, นายทองลา แสวงพันธุ์, นายทองดี จานเขื่อง ก็ได้เป็นผู้กู้เงินคนละ ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อเอาเงินมาซื้อวัสดุในการก่อสร้าง ซึ่งต่อมาแม้จะมี นางเปรมจิต นามบุตร และนายวุฒิพงศ์ นามบุตร ในนามร้าน ล.พานิช เขื่องใน บริจาคปูน ๒๐๐ กระสอบ ทว่าก็ยังไม่พองบประมาณในการก่อสร้างรากฐานพระใหญ่ จึงให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านอีก ๔ คน ยืมเงินกองทุนมาใช้จ่าย

            “ตั้งแต่เริ่มลงมือก่อสร้างมาตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ อาตมาได้ให้คณะทีมงานกู้ยืมเงินเพื่อใช้เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง รวมเป็นเงินเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้คืน

          มีบางคนนอนไม่หลับ เพราะอยู่ดี ๆ มาเป็นหนี้เป็นแสน ข้าพเจ้าก็ได้ปลอบใจว่า ให้ใจเย็น ๆ ไว้พวกเราตั้งใจสร้างเพื่อพระศาสนาจริง ๆ แล้ว เดี๋ยวจะมีเทวดามาช่วยพวกเราสร้างพระใหญ่เอง” พระครูปิยจันทคุณ บรรยายไว้

            หลังจากนั้นงานลุล่วงไปได้ลำดับหนึ่ง พระครูปิยจันทคุณ ก็ได้พยามยามคิดหาวิธีที่จะให้คนทั้งอำเภอเขื่องในได้มาร่วมกันทำบุญ ซึ่งในตอนนี้ก็ได้มีพุทธสถานครองราชย์ ๖๐ ปีเป็นศูนย์กลางแล้ว  โดยได้ปรึกษากับพระครูโสภณอาภากร(พนม)นายอาทิตย์ มัดธนู นายก อบต.  ก่อเอ้ ในสมัยนั้น นายสัญญา ถิ่นขาม ปลัด อบต.ก่อเอ้ ถึงความเป็นไปได้

            และมีความเห็นร่วมกันว่า สมมุติว่าให้ชาวอำเภอเขื่องในบริจาคคนละ ๒๐  บาท เพื่อนำปัจจัยมาสร้างฐานพระใหญ่ โดยให้คนอำเภอเขื่องใน รวมพลังกันก่อน บ้านอื่นเมืองอื่นเขาจะได้เห็นว่าชาวบ้านทำจริง ความคิดนี้นำไปปรึกษากับนายอำเภอเขื่องในว่า จะรวบรวมปัจจัยจากชาวอำเภอเขื่องในทุกคน ๆ ละ ๒๐ บาท โดยจะทอดผ้าป้าอิฐคนละก้อน และสมมุติว่าจารึกชื่อตัวเองใส่ในก้อนอิฐนั้น ซึ่งทางนายอำเภอก็ได้ประสานความร่วมมือกับนายก อบต.ทุกตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน ในอำเภอเขื่องใน ช่วยประชาสัมพันธ์ และรวบรวมปัจจัย นำมาทอดถวายร่วมกัน

            ๙ กันยายน ๒๕๔๙ วัดทอดผ้าป่าถวาย เกิดเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง  

            ด้วยเป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงเดือนกันยายน พื้นที่ภาคอีสานมักโดนลมมรสุม วันนั้นก็เช่นกัน เกิดฝนตกฟ้าคะนองไปทั้งบริเวณ ถนนสายอุบลราชธานี – ยโสธร มีฝนตกลงมาอย่างหนักอยู่ตลอด หากแต่ในบริเวณงาน ขณะกำลังทำพิธี กลับมีฝนตกเพียงปรอยๆ จนทำให้ทุกคนรู้สึกได้ว่า เหมือนเทวดากำลังพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กับผู้ที่มาร่วมงาน 

            พุทธศาสนิกชนที่หลั่งไหลมาร่วมงานจำนวนมาก ต่างปลื้มปิติยินดี 

            สำหรับยอดปัจจัยที่ทอดถวายได้ประมาณ ๙๐๐, ๐๐๐ บาท เศษ ซึ่งได้นำไปใช้หนี้ที่ยืมมา ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือก็นำไปใช้จ่ายเป็นค่าวัสดุในการก่อสร้างต่อไป ผู้ที่เป็นหนี้ได้โล่งอกไปตาม ๆ กัน

            นอกจากนี้วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๙ นายไพฑูรย์ -ทองใบ แสงงาม พร้อมญาติมิตร  ได้พาคณะมาทอดถวายผ้าป่าเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนเงิน ๑๐๐, ๐๐๐ บาทเศษ

            จากนั้นเป็นต้นมา โครงสร้างฐานพระใหญ่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตามลำดับ ด้วยอาศัยแรงงานชาวบ้านเอ้ บ้านนาแก้ว ร่วมกันสร้างห้องน้ำ –สุขา ถาวรขึ้น ๑๘ ห้อง โดยมีทีมงานคนสู้ชีวิตโดยนายช่างนายเทพไทย เจริญสุขและคณะชาวบ้านก่อ พร้อมทั้งคณะอปพร.ตำบลก่อเอ้ นำโดยนายชัชวาลย์ ยารักษ์ เป็นประธานมาร่วมแรงจนเสร็จ

            พุทธศาสนิกชนที่ได้เห็นความตั้งใจจริงของชาวบ้านได้ทยอยแวะเวียนมาร่วมทำบุญกันตลอด อาทิเช่น ชาญชัย ศักดิ์ศิริโสภณ กรรมการ บ. ชัยพัฒนายโสธร ได้นำคณะศรัทธา มาร่วมทอดถวายผ้าป่าเพื่อสร้างพระใหญ่ด้วย 

 

วางศิลามงคล พิธีหล่อเกศมาลา 

และผ้าวป่าเสื่อ (สาด)

            ด้วยพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า การดำเนินการก่อสร้างพระพุทธรูปใหญ่จึงคืบหน้าไปมาก

            ๙ ธันวาคม ๒๕๔๙  จึงได้กำหนดให้มีการวางศิลามงคล  

            โดยถือเอาว่า การสร้างพระพุทธรูปใหญ่ขึ้นมาครั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙  จึงกำหนดงานให้มีลงท้ายด้วยเลข ๙  

            ดังนั้น เย็นวันก่อนวางศิลามงคล จึงได้จัดให้มีการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติด้วย  

            ตกดึกวันนั้นอากาศหนาวมาก แต่อุบสก อุบาสิกา ก็สู้ทนฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมกันจนกระทั่งรุ่งเช้า   โดยมีครูบาอาจารย์พระเถระสายวัดหนองป่าพง มาร่วมในงานและแสดงธรรมตลอดคืน มีผู้ใจบุญมาตั้งโรงทานเป็นจำนวนมาก จากสถานที่ซึ่งดูกว้างขวาง เมื่อมีงานบุญกลับดูคับแคบไปถนัดตา แต่ทว่าได้อาศัยที่นาของชาวบ้าน และพุทธสถาน ฯ เป็นสถานที่จอดรถ จึงทำให้งานลุล่วงไปได้ 

            งานวันวางศิลามงคล ได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณพระมงคลญาณเถร ( หลวงปู่มา ญาณวโร) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุรพล สายพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี (ในสมัยนั้น) เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ มีผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

            ในการนี้ พระเดชพระคุณ พระมงคลกิตติธาดา ได้มาร่วมวางศิลามงคลด้วย พร้อมกันนี้ก็ได้นำ เช็คปัจจัยที่ได้รับถวายจาก คุณเกศนี จีรวัฒน์วงศ์ มามอบให้ พระครูปิยจันทคุณ ในวันนั้น    เพื่อเป็นค่าก่อสร้างต่อไป โดยมีสิ่งก่อสร้าง อีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นที่พุทธสถานคือ อาคารสำนักงานหลังหนึ่ง ไว้สำหรับต้อนรับบรรดาญาติธรรมที่มาแวะทำบุญ และพร้อมกันนี้ ก็ได้ปรับแต่งสภาพภูมิทัศน์รอบบริเวณพุทธสถาน ให้ดูร่มรื่นสบายตา 

            พลังศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนยังคงหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ…

            อาทิ นายอนันต์  – นาง ดาวเรือง   พลายงาม  และพี่น้อง อำเภอม่วงสามสิบได้มาร่วมบุญ โดยการชักชวนจาก นางเจนจิรา  คุณสัตร์   ร่วมทอดผ้าป่า และนำข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นจะต้องใช้ในพุทธสถานแห่งนี้   เป็นต้นว่า  ม้อ-ถ้วย-ชาม-และของใช้ในครัวอื่นๆ มาถวาย นอกจากนี้ครอบครัวของ คุณประสพ-เกศนี จีรวัฒน์วงศ์ พร้อมทั้งคณะลูกของคุณยายสุนีย์ ปัณฑวังกูร และญาติๆร่วมกัน ถวายปัจจัยเป็นเงิน ๑ ล้านบาทเศษ อีกด้วย

            “ครอบครัวของคุณยายสุนีย์ ปัณฑวังกูรเป็นผู้ใฝ่ในบุญกุศลทุกคน ไม่ว่าวัดไหนมีการก่อสร้างหรือเพื่อพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านต้องร่วมบุญตลอด  

          “พุทธสถานครองราชย์ ๖๐ ปีก็เช่นกัน ได้รับความร่วมบุญจากท่านตลอดมา โดยเฉพาะคุณประสพ – คุณเกศนี จิรวัฒน์วงศ์ และคณะญาติทุกคนได้เฝ้าค้ำจุนหนุนส่งมาก จนไม่สามารถจะบรรยายความดีมีศรัทธาของท่านทั้งสองให้หมดในที่นี้ได้” พระครูปิยจันทคุณ กล่าวไว้ในบันทึก

            นอกจากบรรดาชาวบ้านญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาที่มาร่วมงานบุญนี้แล้ว 

            ผู้คนในวงการบันเทิง ก็ได้มีส่วนร่วมในการทำบุญสร้างพระใหญ่และพุทธสถานนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ คุณสงกรานต์  แข็งฤทธิ์ และคุณภรพิมล  ภูมิเพ็ง ซึ่งเป็นผู้จัดการของนักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง ต่าย อรทัย ได้มาเห็นสถานที่และการก่อสร้างก็ได้ร่วมทำบุญในนี้

“ทั้งสองเป็นผู้ใฝ่ในบุญกุศลอยู่แล้ว  พอมาเห็นสถานที่ก่อสร้าง ก็ยิ่งเพิ่มความยินดีในการที่จะสร้างบารมีด้วย โดยเฉพาะคุณสงกรานต์อธิษฐานว่าจะร่วมสร้างพระจนเสร็จ  

          “หลังจากนั้นท่านมีลูกศิษย์ในวงการลูกทุ่งมากมาย อาทิ เช่น ต่าย อรทัย, ศร สินชัย ไผ่ พงศธร เป็นต้น และยังมีสุพรต อาสนาทิพย์ (ดีเจแหมบ) โฆษกชื่อดังของจังหวัดอุบลราชธานี ในนาม ครอบครัวซุม ส.  ได้รับการชักชวนจากสงกรานต์จึงเป็นการร่วมของทีมงานศิลปินอีสานเรื่อยมา   รวมกระทั่งครูสลา  คุณวุฒิก็เป็นคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในบุญใหญ่ในครั้งนี้  อีกท่านหนึ่งก็คือคุณราเชนทร์  โสภาพร ท่านไปทำธุรกิจอยู่ที่ประเทศสหรัฐก็ได้ส่วนร่วมสร้างพระใหญ่ด้วย”

            การดำเนินการก่อสร้างลำดับเรื่อยมาจนถึงพิธีหล่อเกศมาลาองค์พระใหญ่ 

            งานบุญครั้งนี้ตรงกับวันที่ ๘ -๙  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑  

            โดยมีกำหนดการคือ วันแรก มีการปฏิบัติธรรม ส่วนวันที่สอง เป็นวันทำพิธีเททองหล่อเกศ ซึ่งทั้งสองวันงานนั้นมีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาร่วมเป็นจำนวนมาก จนพื้นที่ของพุทธสถานดูคับแคบ  ซึ่งในงานวันนี้ ทีมงาน (อีสานส่งขาว) ได้ร่วมกันทอดผ้าป่าสามัคคีจากแฟนเพลงของศิลปิน เพื่อร่วมสร้างพระใหญ่ด้วย   ศิลปินเหล่านั้นไม่ได้มาร่วมขับร้องบรรเลงเพลง แต่มาร่วมปฏิบัติธรรมบำเพ็ญบุญกับแฟนเพลง ที่พุทธสถานฯ และเป็นกำลังใจ ให้กับแฟนเพลงที่ชื่นชอบในศิลปินเหล่านั้น แม้จะมีการเรียกร้องจากผู้คน ให้เปิดการแสดงคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบก็ตาม  แต่พระครูปิยจัทคุณก็ได้ยึดแนวปฏิบัติของหลวงปูชา สุภัทโท  วัดหนองป่าพง  ซึ่งจะไม่มีมหรสพสมโภช มีแต่ธรรมะสมโภช (ฟังพระธรรมเทศนาตลอดคืน)

            งานปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และทำพิธีหล่อเกศมาลา ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย 

            แต่เนื่องจากเล็งเห็นว่า ใน ๒ วันงานนั้น มี พุทธศาสนิกชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทำให้เสนาสนะที่ทางพุทธสถานฯ เตรียมไว้ไม่เพียงพอ ต้องแก้ปัญหาโดยการไปเอาฟางข้าวที่อยู่ตามท้องนามาปูเพื่อเป็นอาสนะรองนั่ง 

            ดังนั้น มติคณะกรรมการพุทธสถานครองราชย์ ๖๐ ปี จึงเห็นควรว่า น่าจะขอรับบริจาคเสื่อ(สาด) จากผู้มีจิตศรัทธา เพื่อมาใช้เป็นพุทธประโยชน์ จึงเกิดเป็นงานบุญ “ผ้าป่าเสื่อ(สาด)” ขึ้น ในวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ โดยได้ประสานงานกับ นายณรงค์ เชาว์ลิลิตกุล  นายอำเภอเขื่องใน ช่วยออกหนังสือขอรับบริจาคเสื่อ ส่งไปยังองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สถานีวิทยุ ให้ช่วยประกาศงานบุญในครั้งนี้ จนทำให้เมื่อการทอดผ้าป่าเสร็จสิ้น ได้รับบริจาคเสื่อประมาณ   ๑,๐๐๐ กว่าผืน ในงานนี้ คุณประสพ และ คุณเกศนี  พร้อมด้วยคณะญาติ ก็มาร่วมงานบุญครั้งนี้ด้วย อีกทั้ง คุณสงกรานต์ แข็งฤทธิ์ ยังได้หมอบหมายให้นักร้องในสังกัดมาร่วมบำเพ็ญบุญบารมี ด้วยเช่นเดิม  ดังที่กล่าวเบื้องต้นแล้วว่า  คุณสงกรานต์มีพวกพ้องในวงการวิทยุมากการประชาสมพันธ์พระใหญ่  จึงมีคนรู้จักพระใหญ่เขื่องในทั่วประเทศ

พิธีติดเส้นพระสก พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 

และพิธีถวายผ้าป่าทาสีพระใหญ่

          การก่อสร้าง พระพุทธปิยโพธิมงคล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พระพุทธรูปใหญ่ ดำเนินต่อเรื่อยมาจนถึงพิธีติดเส้นพระสก (หรือเส้นผมพระใหญ่) ในการนี้ พระครูปิยจันทคุณ และพระโสภณอาภากรพ้อมทั้งคณะกรรมการพุทธสถานครองราชย์ ๖๐ ปี ได้เปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมเป็นเจ้าภาพบริจาคปัจจัยเพื่อสร้างเส้นพระศก เส้นละ 5 พันบาท ซึ่งมีผู้สนใจร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก  

ในการสร้างองค์พระต้องได้เชื่อมเหล็กให้ติดกันแน่น  จำเป็นต้องใช้ลวดเชื่อม คุณเปรมกมล พาชีรัตน์   เจ้าของและผู้จัดการ บ. บางกอกลวดเชื่อม จำกัด   ท่านเป็นศิษย์พระครูโสภณอาภากร(พนม) ท่านปวารณาว่า  จะถวายลวดเชื่อมเพื่อกิจกรรมพระใหญ่    และการก่อสร้างในพุทธสถานทุกอย่าง  ถ้าคิดเป็นปัจจัยก็มากพอสมควร จึงอนุโมทนาบุญกับคุณเปรมกมลในนาม บ.บางกอกลวดเชื่อมเป็นอย่างยิ่ง 

อีกทั้งได้รับความร่วมมือจากบริษัท แอดเมคเกอร์ คุณนิมิต นิมิตไชยาพงศ์ ผู้จัดการบริษัท แอดเมคเกอร์ ได้เดินทางผ่านมาพบการก่อสร้างองค์พระใหญ่ เกิดความปิติ ศรัทธา จึงได้เอื้อเฟื้อผลิตสื่อต่างๆเชิญชวนคนมาทำบุญ พิมพ์ภาพโฆษณาและผลิตเว็บไซต์เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตในนาม www.focusubon.com ซึ่งมีคนสนใจเข้าชมเป็นจำนวนมากการก่อสร้างองค์พระใหญ่จึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

            งานก่องสร้างองค์พระก็ดำเนินไปอย่างไม่หยุด เพราะมีผู้คนมาร่วมทำบุญอย่างไม่ขาดสาย      และโดยเฉพาะ คุณประสพ และ คุณเกศณี   จิระวัฒน์วงศ์ ซึ่งได้เป็นกำลังสำคัญคอยให้ความดูแลมาตลอด   ไม่ให้การก่อสร้างองค์พระมีปัญหา งานบุญอันยิ่งใหญ่ของชาว อ.เขื่องใน ยังได้รับความร่วมบุญงานประชาสัมพันธ์จากสื่อมวลชนทุกแขนง จนได้รับความสนใจจากพุทธบริษัททั้งหลาย ทำให้การก่อสร้างองค์พระใหญ่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว  

            จนมาถึงช่วงตกแต่งพระพักตร์ขององค์พระใหญ่ 

            นายชลทัต  มหาชัยจิต หรือ ช่างแก่น ผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างได้บอกว่าถึงช่วงสำคัญต้องทำพิธีติดเส้นพระสก(เส้นผม)แล้ว ดังนั้น เมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๑ ทางคณะสงฆ์และคณะกรรมการจึงได้จัดพิธียกเส้นพระสกขึ้นประดิษฐาน โดยมีพระเดชพระคุณพระมงคลกิตติธาดา  มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมทั้งยังมีคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ คุณยายสุนีย์  ปัณฑวังกูร พร้อมทั้งลูกหลาน คุณสงกรานต์  แข็งฤทธิ์ ได้นำคณะดีเจ-นักร้องมาร่วมงานเช่นเคยทั้งประชาชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมากเช่นเคย 

            นายช่างชลทัต ช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างนี้ เดิมเป็นชาว อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ มาสร้างครอบครัวที่ อ. ห้วยแถลง  จ. นครราชสีมา  เป็นช่างที่มีฝีมือดี แต่เดิมเคยไปเป็นช่างสร้างพระที่วัดป่าพิทักษ์ธรรม อ.พิมาย จ.นครราชสีมามีพระครูสุธรรมประโชติ เป็นเจ้าอาวาสซึ่งพระครูปิยจันทคุณ เคยจำพรรษา  ไปเห็นฝีมือจึงชวนมาร่วมงานสร้างพระใหญ่

            สำหรับการอัญเชิญเส้นพระศกขึ้นบนเศรียรพระใช้สะลิงดึงขึ้น  โดยมีเสียงลั่นฆ้องระฆังดังกังวานไปทั่ว ประกอบกับเสียงเจริญชัยมงคลคาถาของพระสงฆ์ในพิธี ทำให้คนที่มาร่วมในงานในบริเวณนั้นมีความรู้สึกอัศจรรย์ใจ ทุกคนต่างก็พูดเสียงเดียวกันว่า “เกิดปิติขนพองสยองเกล้าขึ้นมา” บางคนถึงกับร้องให้น้ำตาไหลด้วยความความภูมิใจที่มีโอกาสได้ร่วมบำเพ็ญบุญและได้มีโอกาสได้ร่วมสร้างองค์พระใหญ่

            โอกาสดีๆแบบนี้ไม่มีบ่อยนัก  

  เช่นเดียวกับ คณะครู-นักเรียนโรงเรียนเบญจมหาราช คณะผ้าป่าสามัคคี กรุงเทพ-จอมบึง  นำโดยคุณแถลง ทำนุ  และวิทยาลัยครูจอมบึง จ.ราชบุรี  คุณพ่อคูณ  บุญจริง และคุณทวี  สิมมา ที่ได้มาถวายผ้าป่าเพื่อสมทบทุนก่อสร้างองค์พระใหญ่

            พระครูปิยจันทคุณ มักพูดเสมอๆว่า

            “พวกเราเคยได้อ่านแต่ประวัติศาสตร์ที่บรรพบุรุตของพวกเราได้สร้างไว้ยกตัวอย่างพระธาตุพนม ที่ จ.นครพนม เป็นต้น    มาบัดนี้พวกเราทั้งหลายทุกหมู่เหลาทุกสาขาอาชีพทุกชนชั้นไม่ว่าจะยากดีมีจนที่นับถือพระพุทธศาสนามีพระรัตนตรัยต่างก็ได้ร่วมเสียสละทรัพย์เท่าที่จะทำได้  

          “เริ่มจากคนละ ๒๐ บาท เป็นต้นมาจึงปรากฏพระพุทธรูปองค์ใหญ่งามสง่าเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาแก่ผู้พบเห็นและผู้เดินทางผ่านถนน ต่างพูดเสียงเดียวกันว่า “เป็นพระใหญ่ที่สวยงามที่สุดองค์หนึ่งเท่าที่พบมา”

             จากพิธียกเส้นพระสก มาถึง พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพิธีถวายผ้าป่าทาสีพระใหญ่ วันที่มีขึ้นระหว่างวันที่ ๙-๑๐กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒

            หลังจากติดเส้นพระสก นายช่างชลทัต และทีมงานได้ดำเนินการก่อสร้างองค์พระ  โดยความละเอียดปรานีต 

            ต่อมาทางคณะกรรมการฝ่ายสงฆ์และฆาราวาส ได้ปรึกษากันว่า จะเข้าทูนขอพระบรมสารีริกธาตุพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่วัดบวรนิเวศวิหารกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

             และเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ พระครูโสภณอาภากร เจ้าคณะตำบลก่อเอ้ เขต2  ได้นำทีมงานฅนมีบุญ-อีสานส่งข่าว โดยคุณสงกรานต์  แข็งฤทธิ์ (บ่าวข้าวเหนียว) คุณพรพิมล พันรัตน์ (สาวบ้านเชียง) อ.สวัสดิ์ สารคาม นายบ่าวอุบล  และทีมงานเข้ารับประทานพระบรมสารีริกธาตุจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ประทานมาเพื่ออัญเชิญบรรจุไว้บนเกศพระใหญ่ให้ผู้คนได้สักการกราบไว้เพื่อเป็นสิริมงคล โดยบ่าวข้าวเหนียว

 

และ ต่าย อรทัย อัญเชิญมาวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒  ทางเครื่องบิน ได้จัดพิธีต้องรับ มีขบวนแห่อัญเชิญอย่างยิ่งใหญ่ มีรถขบวน ๓๔ คัน

            จากสนามบินนานาชาติอุบลราชธานี มาตามถนนแจ้งสนิท ถึงพุทธสถานฯ มีผู้ให้ความสนใจต้อนรับขบวนแห่เป็นที่สนใจให้การต้อนรับตลอดทาง

          เมื่อมาถึงอำเภอเขื่องใน  นายวิรุจ  วิชัยบุญ นายอำเภอขณะนั้น เป็นประธานฝ่ายฆราวาสนำขบวนแห่รอบเทศบาลอำเภอเขื่องใน ก่อนอัญเชิญขึ้นรถมาประดิษฐานที่พระใหญ่ 

            หลังจากนั้นเวลา ๑๑.๐๐ น. พระครูโกศลธรรมกิจ(พระอาจารย์น้อย)ได้นำอุบลบาสก-อุบาสิกา และศิลปินนักร้องทีมงานอีสานส่งข่าว อาทิ ต่าย อรทัย เป็นต้น แห่รอบพระใหญ่ 3 รอบ ก่อนที่จะประดิษฐานไว้ให้ประชาชนได้กราบไว้ อุบาสก- อุบาสิกา ได้เฉลิมฉลองโดยสวดมนต์ธรรมวัตรร่วมกันปฏิบัติธรรม ตั้งแต่วันที่ ๕-๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ โดยในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ได้ มีพิธีธรรมสมโภช   มีพระสงฆ์และพระเถรสายวัดหนองป่าพงมาแสดงให้ธรรม มี ศรัทธา ญาติโยมร่วม   ปฏิบัติธรรมหลายพันคน และวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ซึ่งตรงกับวันมาฆะบูชาพอดี  จึงทำพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุบรรจุบนเกศมาลา  

            และในช่วงเดียวกันนี้ คณะกรรมการได้เปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ได้มาร่วมกันเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าเพื่อซื้อสีทองหรือปิดทองพระองค์ใหญ่

            ผ้าป่ากองละ ๙๙ บาท มีผู้สนใจร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก   ได้ปัจจัยจากผู้มีจิตศรัทธาเป็นจำนวนถึง ๕ ล้านบาทเศษ  

            บรรยากาศในวันนั้น ผู้คนจำนวนมากต่างปีติยินดีในพิธีอันเป็นมงคล และถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา

สู่แดนพุทธภูมิ ถวายพระใหญ่ (จำลอง)

และการขยายพื้นที่พุทธสถาน

            เสร็จจากงานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งเป็นงานประจำปี   คุณเกศณี   จิระวัฒน์วงศ์ ได้ถวายอุปถัมภ์การเดินทางไปกราบสังเวชนียสถาน ที่ประเทศอินเดีย วันที่  ๑๑  กุมภาพันธ์   ๒๕๕๒  ซึ่งเป็นครั้งที่สาม ตั้งแต่ไปประเทศอีนเดียครั้งแรก ในปีพ.ศ.๒๕๔๘ เมื่อครั้งอธิฐานจิตขอพรว่าจะสร้างพระใหญ่  

            การเดินทางทุกครั้งไม่ได้ใช้ปัจจัยของสงฆ์เป็นค่าใช้จ่ายเลย ได้รับบริจาคจากศรัทธาญาติโยมถวาย  และส่วนมากก็คือ จากคุณเกศนีและครอบครัวนั่นเอง โดยแต่ละปี มีพระสงฆ์ครูบาอาจารย์ ๔-๑๐ รูป ได้รับถวายความสะดวกในการเดินทางไปกราบสถานที่จริงของพระพุทธเจ้าประสูติ    ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา   

            และในการเดินทางคราวนี้พระครูปิยจันทคุณ ได้เตรียม องค์จำลองของพระใหญ่ที่หล่อด้วยทองเหลืองหน้าตัก ๕ นิ้วไปด้วย  ตั้งใจไว้ว่าจะไปถวายพระพุทธเมตตา ที่เป็นองค์แทนสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าในเจดีย์พุทธคยา   

            วันนั้น หลังจากทำวัตรสวดมนต์และเดินจงกรมสามรอบแล้ว พระครูปิยจันทคุณได้ชวนโยมประสพ-เกศนี   จิรวัฒน์วงค์ เข้าไปในวิหาร ยกรูปองค์จำลองพระใหญ่ต่อหน้าพระพุทธเมตตาวิหาร  โดยท่านพระครูหลับตา ก่อนนำกล่าว

            “…ข้าแต่องศ์พระศาสดา วันนี้พวกข้าพเจ้ามาถวายองค์จำลอง ซึ่งข้าพเจ้าได้ให้คำอธิฐานเมื่อครั้งนั้น บัดนี้ทำสำเสร็จแล้ว… “

             กล่าวได้เท่านี้ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายก็เกิดขึ้น พระครูปิยจันทคุณ หยุดกล่าว ก่อนจะปรากฏว่ามีน้ำตาไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ หยุดอยู่ระยะนานพอสมควร กว่าจะรวบรวมคำพูดและกล่าวได้จนจบประโยค

            กล่าวจบก็วางองค์จำลองพระใหญ่ไว้ที่แท่นบูชา

          “ข้าพเจ้ามองดูหน้าโยมพี่เกศนี(ตุ๊กตา)ก็น้ำตาไหลเหมือนกัน เพราะว่าโยมพี่ทั้งสองมีความปลื้มปีติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  ในการเป็นกำลังหลักสร้างพระใหญ่ พอได้ยินข้าพเจ้านำกล่าวถวายรายงาน ซึ่งเปรียบเสมือนว่าอยู่ต่อหน้าองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงปิติซาบซ่านน้ำตาไหล แต่ไม่ใช่ร้องไห้      

           “มันเป็น ปัจจัตตังจริงๆ  คือรู้ได้เฉพาะตน อาการของจิตในขณะนั้นมีความรู้สึกอย่างไร      ไม่สามารถบรรยายให้คนอื่นฟังได้” พระครูปิยจันทคุณ บรรยายความรู้สึกตอนนั้น

            หวนมาคิดถึงวันงานบุญต่างๆที่ได้เคยจัดที่พุทธสถาน

            ทั้งที่มีพื้นที่กว้างอยู่แล้ว มีผู้มีจิตศรัทธาเป็นจำนวนมากได้ซื้อที่ดินถวายวัด หากแต่พอถึงวันงานเมื่อใด ผู้คนยังคับคั่ง แน่นขนัดเต็มอาณาบริเวณ

            พระครูปิยจันทคุณ  มีความคิดว่า ถ้าสร้างพระใหญ่เสร็จ ตั้งใจจะให้พุทธสถานแห่งนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมด้วย และความคิดนี้ก็พ้องกับ คุณเกศนี   จิรวัฒน์วงศ์  ที่อยากมีสถานที่ปฏิบัติธรรมอยู่ใกล้พระใหญ่

            เมื่อการสร้างพระใหญ่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ จึงเริ่มมองหาที่ทางที่จะสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม

             บริเวณใกล้กับพระใหญ่น่าจะดีที่สุดเพราะว่ามีพระใหญ่เป็นหลักชัย ซึ่งก็ตรงกับเจตนารมณ์ของพระครูปิยจันทคุณ ที่ได้ตั้งปนิธาน ไว้ แต่เนื่องจากที่ส่วนใหญ่บริเวณนั้นเป็นที่ดินมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษของชาวบ้านเอ้ ซึ่งหากพูดถึงการซื้อ-ขายนั้นยากมากๆ

            แต่เมื่อ พระครูปิยจันทคุณ ได้พูดกับเจ้าของที่ดินทั้งหลาย เล่าให้ฟังถึงความจำเป็น ประกอบกับประโยชน์ต่างๆที่ชาวบ้านทุกคนจะได้ ทุกคนซึ่งมีที่ทางอยู่บริเวณนั้นก็ไม่ขัดข้องโดยประการใด ต่างแบ่งขายในนามถวาย คนละ 2-3 ไร่บ้าง ต่อไปในอนาคตจะปลูกต้นไม้ และจัดสร้างเสนาสนะ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติธรรม ตามเจตนารมณ์

            อีกทั้งยังมีการกันที่ สร้างถนนสาธารณะ เพื่อให้ชาวบ้านได้เดินทางไปทุ่งนาของตนเองได้สะดวกยิ่งขึ้น  

ปรับปรุงภูมิทัศน์

และต่อเติมเพื่อความสมบูรณ์

            หลังจากที่องค์พระใหญ่เสร็จสิ้น นายชลทัต มหาชัยจิต ซึ่งเป็นช่างใหญ่คุมงานก่อสร้างทั้งหมด ได้แนะนำกับ พระครูปิยจันทคุณ ว่าน่าจะสร้างพญานาคตัวใหญ่ๆเพื่อเพิ่มความอลังการให้กับองค์พระ แต่พระครูปิยจันทคุณยังไม่ตัดสินใจในเรื่องนี้ เพราะเกรงเรื่องงบประมาณที่อาจบานปลาย และห่วงเสียดายต้นตาลที่อยู่บริเวณนั้น

            จึงนำคำแนะนำของช่างแก่นไปปรึกษากับผู้รู้ ซึ่งคุณเกศนี  จิรวัฒน์วงศ์ ได้ถ่ายรูปด้านหน้าพระใหญ่ไปให้ ดร.สุพร ชนะพันธ์ ผู้เชียวชาญเกี่ยวกับศิลปะและประติมากรรมของพุทธศาสนาดู ซึ่งต่อมาก็ได้ออกแบบ “ศาลาราย” และ “พญานาค” แล้วให้เกศินีส่งแฟกซ์ให้พระครูปิยจันทคุณดู พร้อมกับบอกมาด้วยว่า คงจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างพอสมควร

            เมื่อเห็นแบบของ ดร.สุพร ความรู้สึกของ พระครูปิยจันทคุณก็ย้อนกลับไปเมื่อปี 2551

            คราวนั้นท่านได้ขึ้นไปบนเศียรพระใหญ่ขณะที่กำลังมีการก่อสร้าง จากนั้นก็ได้มองลงมาทางด้านหน้าขององค์พระ แล้วคิดว่าน่าจะบางสิ่งยื่นลงไป แล้วมีศาลารองรับ มีบ่อน้ำอยู่ด้านหน้าขององค์พระคงจะสวย

            ซึ่งก็ตรงกับที่ ดร.สุพร ออกแบบมาให้ในคราวนี้เกือบทุกประการ ดังนั้น พระครูปิยจันทคุณจึงตัดสินใจทันทีว่าแบบควรเป็นอย่างนี้ ซึ่งก็ได้มีการปรับปรุงแบบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยงบประมาณค่าใช้จ่ายบางส่วนฐานขององค์พระและศาลารายหน้าองค์พระได้รับการดูแล  จากคุณประสพ – คุณเกศนี จิรวัฒน์วงศ์ รวมทั้งพุทธบริษัททั้งหลาย และอีกส่วนจากปัจจัยที่เหลือจากผ้าป่าทาสี ไม่ว่าจะเป็นค่าช่าง ค่าวัสดุอุปกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการได้บริหารด้วยความละเอียดและระมัดระวัง

            ศาลาราย และพญานาค ที่ ดร.สุพร ได้ออกแบบ ได้เริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อเดือน กรกฎาคม ๒๕๕๒ และก่อสร้างเสร็จเมื่อเดือน ธันวาคม ๒๕๕๓  โดยฐานด้านหน้าจะประดิษฐาน   ตราสัญลักษณ์ฉลองครองราชย์๖๐ปี ซึ่งทำด้วยหินทรายแดง

            จากนั้น ได้กำหนดให้มีงานประจำปีในวันที  ๘-๙  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
ทางคณะกรรมการได้ลงมติชื่องานว่า “งานบุญถวายที่ดินเป็นพุทธบูชา” ซึ่งเป็นที่ทั้งหมดของพุทธสถานครองราชย์  ๖๐  ปี ซึ่งต่อมาก็ได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ด้วยการปูพื้นรอบพระใหญ่       สร้างรั้วลูกกรงรอบองค์พระใหญ่  สร้างพลับพลาที่ประดิษฐานองค์จำลอง ฯลฯ